2006/Jan/07

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ผมกลับมาแล้วครับ และการกลับมาครั้งนี้ไม่ได้กลับมาแต่ตัวเปล่าๆเท่านั้น แต่กลับมาพร้อมกับหัวใจเปี่ยมสุข สุขที่ได้หลุดออกมาจากวังวนของจิตใจของตัวผมเองมันหนักหนาเอาการเหมือนกันนะครับที่ต้องเจอกับอะไรแบบนี้ แต่มันก็ทำให้เราเข้มแข็ง และแข็งแกร่งขึ้นถ้าเราหลุดออกมาได้อย่างผู้ชนะเช่นกันนะครับ ถ้าใครพลาดพลั้งหลงทางไป ก็ให้ใช้สติปัญญาที่ไม่ยึดเหนี่ยวกับอารมณ์แก้ไขนะครับ ขอเป็นกำลังใจให้ครับ และนั่นเองครับ ที่ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าเคยสัญญาจะพาคุณผู้อ่านไปเที่ยวกัน ที่ไหนเอ่ย จำได้ไหมครับ? ไม่ได้ไม่เป็นไรครับ งั้นผมบอกให้อีกทีแล้วกันนะครับ ผมจะพาคุณผู้อ่านไป "PARIS" !!!

"PARIS" ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมหานครที่น่าหลงไหลและสวยงามที่สุดในโลก เป็นมหานครที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของแฟชั่น การออกแบบเสื้อผ้า ออกแบบกระเป๋าผลิตภัณฑ์เสริมความงามโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือน้ำหอม คงมีอยู่ไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่ไม่รู้จักCHANNEL,LOUIS VUITTON ,Loreal Paris หรืิอ Lacost เป็นแน่แท้ นอกจากนั้น ปารีสยังดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยความงามและความหลากหลายของศิลปะ วัฒนธรรมวรรณคดี และสถาปัตยกรรมมีการผสมผสานของเก่าและของใหม่ได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เกริ่นกันแค่นี้คงกระตุ้นต่อมนักเที่ยวของคุณๆได้บ้างนะครับ ถ้าอยากรู้จักปารีสมากกว่านี้และเตรียมใจพร้อมแล้ว เราก็ไปกันโลด! On y vas!

แต่เอ แต่คนฝรั่งเศสเค้าไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษกันซะด้วยสิ ถ้ามีใครอยากจอดแวะซื้ออะไรติดไม่ติดมือจะทำยังไงดีล่ะ อ้อ เอาเป็นว่างั้นเรามาเรียนภาษาฝรั่งเศสกันซักหน่อยก่อนออกเดินทางแล้วกันนะครับ

"Paris" ถ้าอ่านแบบภาษาอังกฤษ จะออกเสียงว่า"แพรีส" แต่ถ้าออกเสียงแบบชาวฝรั่งเศสเอง จะออกเสียงว่า"ปารี(ค)ส์" ที่ต้องวงเล็บ ค ควายไว้นิดนึงเพราะการออกเสียงตัว R ในภาษาฝรั่งเศสนั้น เสียงจะก้องๆอยู่ในลำคอ และเสียงที่ออกมาจะเป็น ค ควายสั่นๆผมต้องหัดอยู่นานทีเดียวกว่าจะออกเสียงได้ คนที่เรียนภาษาฝรั่งเศสมาคงเข้าใจผมได้เป็นอย่างดี เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันครับ ถ้าเราออกเสียงแบบเพี้ยนๆ คนฟังก็จะไม่เข้าใจ หรือเข้าใจเป็นอย่างอื่นไป แต่ผมขออ่านแบบไทยๆว่า ปารีส แล้วกันนะครับ

L'expression utile....

และนี่ก็คือ สำนวนหากินครับ

Bonjour(บ่งชู้ร์) = สวัสดีครับ/ค่ะ (เวลากลางวัน)

Bonsoir(บงซัวร์) =สวัสดีครับ/ค่ะ (หลังพระอาทิตย์ตกดิน)

Merci(แม็กซี่) = ขอบคุณครับ/ค่ะ

Au revoir(โอ เร(ค)อวัว) = ลาก่อนครับ/ค่ะ

แค่เพียงไม่กี่คำนี้ คุณๆก็ไปซื้อเดินช็อปปิ้งในห้างไหนก็ได้อย่างสบายใจโดยที่คนจะไม่มองเราว่าไร้มรรยาทแล้วล่ะครับ เพราะเวลาคนฝรั่งเดินเข้าไปซื้อของ เมื่อเดินเข้าไปผ่านเคาเตอร์ เค้าก็จะ Bonjour กับเรา เราก็ต้องตอบเค้ากลับด้วยคำเดียวกันเพื่อจะได้ไม่ดูเย็นชาเกินไปนัก อันนี้สำคัญมาก และเวลาที่คุณเลือกซื้อของเรียบร้อยแล้วพอคุณจ่ายเงิน เคาเตอร์จะบอกขอบคุณกับเรา อันนี้ยังไม่แปลกเท่าไหร่ แต่!! แต่ๆๆๆๆเมื่อคุณรับเงินทอน คุณก็ต้องบอกว่า Merci กับเคาร์เตอร์เช่นกัน นี่เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของเค้า แล้วคุณจึงต่อท้ายด้วยคำว่า Au revoir จากประสบการณ์ตรง ผมก็พบว่าแม้แต่ในชีวิตปรกติของคนฝรั่งเศสเองก็ตาม เค้าก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะมีอยู่ครั้งนึง ผมได้ขอยืมปากกาจากเพื่อนชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง เมื่อผมจะส่งคืน ผมบอกขอบคุณเค้าแล้วเค้าก็ขอบคุณผม ผมก็งงๆว่าเค้าขอบคุณผมทำไม นั่นมันปากกาของเค้านะ เค้าจึงอธิบายผมว่ามันเป็นเรื่องของการรับส่งของ จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ของเป็นของใคร แต่อยู่ที่ใครส่งใครรับมากกว่า ก็ถึงได้เข้าใจก็วันนั้นเองครับ

คงงงๆกันล่ะสิครับว่าแค่ซื้อของต้องมรรยาทดีด้วยเหรอ จึงอยากให้ทำความเข้าใจกันก่อนเลยนะครับว่า ฝรั่งเศสเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ และความเสมอภาคโดยแท้จริงๆ (ส่วนเรื่องภราดรภาพผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ ขอไม่พูดถึงแล้วกันครับ) เพราะทุกคนจะใช้สิทธิ์ที่พวกเค้ามีอย่างเต็มที่ และไม่สนใจเท่าไหร่ว่าคุณจะรวยหรือจน ทุกคนเป็นประชากรคนนึงเหมือนกันหมด แม้แต่ชาวต่างชาติก็ตาม รัฐบาลยังให้สิทธิบางอย่างเสมือนว่าคุณเป็นคนฝรั่งเศส เป็นต้นว่านักศึกษาต่างชาติอย่างผม ก็ยังได้เงินช่วยเหลือเรื่องค่าที่พักจากรัฐบาลอย่างเท่าเทียมกับนักศึกษาชาวฝรั่งเศสเลย เอาไว้จะเล่ารายละเอียดให้ฟังคราวหน้านะครับ ตอนนี้ขอย้อนกลับมานิดนึงก่อน อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นครับว่า บนผืนแผ่นดินฝรั่งเศสทุกคนนั้นเท่าเทียมกันหมดคนขายก็คน คนซื้อก็คนเหมือนกัน ระบบลูกค้าคือพระเจ้าจึงไม่มีให้เห็นซักเท่าไหร่แต่อาจจะมีข้อยกเว้นที่ ปารีส เพราะว่ามีการแข่งขันที่สูงแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องรู้จักสิ่งเหล่านี้ไว้ เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นแกะดำ แต่จริงๆแล้วผมเห็นว่านี่เป็นจุดเล็กๆที่น่ารัก ไม่รู้คุณคิดเหมือนผมหรือเปล่า? เอาล่ะคับถึงเวลาตะลุยปารีสแล้ว!!!

เช้าตรู่วันหนึ่งของปลายฤดูร้อน ผมต้องจำใจตื่นเช้ากว่าปรกติและลุกขึ้นจากเตียงเพื่อจัดการกับตัวเอง แต่ก่อนไปต้องเอื้อมมือไปทุบเจ้านาฬิกาปลุกที่ร้องโหยหวนไม่ยอมหยุดอย่างน่ารำคาญให้มันสงบลง ระหว่างทางเดินไปห้องน้ำ ผมเห็นกระเป๋าใบโตที่จัดเตรียมไว้ตั้งแต่คืนก่อนหน้านอนแอ้งแม้งขวางทางโดยมีตั๋วรถไฟทับอยู่ มันทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าวันนี้นัดกับเพื่อนๆไว้ว่าเราจะไปทัวร์ปารีสกัน สามสิบนาทีให้หลัง ผมพร้อมที่จะออกจากเดินทาง จึงหอบข้าวหอบของไปที่สถานีรถไฟเมือง Vichy เมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ใจกลางประเทศฝรั่งเศสหลังจากตอกตั๋วแล้วจึงออกไปรอที่ชานชาลาและได้พบกับเพื่อนๆพร้อมกับรถไฟที่ส่งเสียงโหวกเหวกกำลังจะเข้าสถานี.....

Tip มาเที่ยวไกลๆทั้งที ผมจึงขอแถมเกร็ดน่ารู้เล็กๆน้อยๆในการท่องเที่ยวฝรั่งเศสมาให้ด้วยแล้วกันนะครับ

ในการเดินทางข้ามเมืองในฝรั่งเศส การโดยสารรถไฟจะเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด คุณคงรู้จักรถไฟ TGV (เตเจเว) หรือรถไฟความเร็วสูงกันมาบ้าง การโดยสารรถไฟชนิดนี้จะทำให้ประหยัดเวลาเดินทางระหว่างเมืองใหญ่ๆได้มากทีเดียว เป็นวิธีสะดวกและรวดเร็วการโดยสารเครื่องบินเสียอีก เพราะสนามบินของแต่ละเมืองจะตั้งอยู่นอกเมืองทำให้ต้องเสียเวลาในการเดินทางเข้าไปในเมืองอีก แต่ราคาตั๋วโดยสารก็ค่อนข้างสูง แต่ทิปจริงๆที่อยากจะให้คุณผู้อ่านคือ ควรวางแผนการเดินทางและซื้อตั๋วล่วงหน้าถ้าเป็นไปได้ เพราะรถไฟบางเที่ยวจะเต็ม ทำให้เราไม่มีที่นั่ง และได้ตั๋วที่มีราคาแพง และก่อนขึ้นรถไฟทุกครั้ง ต้องนำตั๋วไปตอกที่เครื่อง ปรกติจะตั้งอยู่บริเวณทางออกจากสถานีไปยังชานชาลา เพราะถ้าไม่ตอกหรือลืมตอก เราจะต้องเสียค่าปรับเมื่อเจอผู้ตรวจตั๋ว แต่ถ้าลืมจริงๆ เมื่อรถไฟออกจะมีประกาศให้เราไปหาผู้ตรวจตั๋วเพื่อแสดงว่าเราลืมจริงและไม่ได้มีเจตนาจะเก็บตั๋วไว้เปลี่ยนในภายหลังครับ

โปรดติดตามตอนต่อไป

ต้องขอโทดด้วยครับ เพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว แล้วก็ต้องอ่านหนังสืออีก จะพยายามมาต่อให้จบเร็วๆนี้นะครับ

2006/Jan/06

ปีใหม่ใกล้เข้ามา ผมยังได้ยินวลีนี้อยู่บ่อยๆ "จงทิ้งสิ่งไม่ดีไว้เบื้องหลังแล้ว เลือกแต่เก็บสิ่งดีๆไว้กับเรา"และนี่ก็เป็นปีแรกจริงๆที่ผมทำแบบนั้นไม่ได้ไม่ได้แม้แต่จะหลอกตัวเองด้วยซ้ำไป ผมคงปล่อยให้ความสับสนและความกังวลกัดกินใจผมมากเกินไป จนรู้สึกเหมือนหลงทางอยู่กลางทุ่งหญ้าที่พายุหิมะพัดกระหน่ำ จิตใจเหนื่อยล้าและไม่รู้จะเดินไปต่อได้ที่ทางไหน

ผมปล่อยตัวเองจมลงไปในกองความทุกข์อยู่พักใหญ่จนกระทั่งเครื่องเสียงของผมเล่นมาถึงเพลง "อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทำ อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"(ต้องขอบคุณแม่เบเกอรี่จริงๆ น่าเสียดายที่เค้าปิดค่ายไปเสียแล้ว) และผมก็เริ่มเปิดใจจริงอยู่ครับ ความฝันผมมันพังลงไปแล้ว ความฝันที่เกิดจากสิ่งโก้เก๋ และลาภยศสรรเสริญที่พึงได้ถ้าไปถึงมัน แต่เมื่อผมรู้แล้วว่า นี่ไม่ใช่ทางของผม ฝืนไปก็มีแต่จะแตกหักและสุดท้ายคงเป็นผมเองที่ต้องเสียใจ

เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว ความเศร้าหมองมันออกจากจิตใจผมเกือบหมด คงเหลือไว้แต่รอยช้ำ และแผลเป็นแห่งความเจ็บปวด ผมจึงบอกกับตัวเองเหมือนเป็นสัญญาณการเริ่มชีวิตใหม่ของผมว่า

" วันนี้ผมหลุดออกมาจากทางอันแสนวกวนในใจของผมเอง ผมไม่รู้หรอกว่าผมจะหลงเข้าไปในทางนั้นอีกไหม หรือเมื่อไหร่ และไม่รู้อีกว่าถ้าพลาดพลั้งเข้าไปอีก จะออกมาได้ไหม แต่ผมจะจำไว้อย่างหนึ่งเสมอว่า ไม่มีคนใครที่จะรู้จักตัวตนของผม ได้ดีกว่าตัวของผมเอง ต่อไปนี้ผมจะเชื่อในสิ่งที่ใจบอก เชื่อในสิ่งที่เป็นตัวตนของผม ผมจะไม่เดินตามทางหรือคำพูดของใครอีกต่อไป ต่อไปนี้ชีวิตเป็นของผม ผมพร้อมแล้วที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า ก้าวไปตามเส้นทางใหม่ ที่ผมเป็นคนเลือกด้วยใจผมจริงๆ"


edit @ 2006/01/06 00:27:09

2006/Jan/05

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน (ไม่รู้ว่ายังเหลืออยู่อีกหรือปล่าว แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เราเขียนด้วยใจอยู่แล้ว) ปีใหม่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ผมก็เพิ่งจะมีเวลามาพบท่านผู้อ่านนี่แหล่ะครับ ต้องขอโทษด้วยนะครับสำหรับคนที่รอ ผมเจอมรสุมชีวิตเยอะจริงๆ จนหน้ามือตาลายไปหมด เวลาก็ไม่ค่อยจะมี เลยไม่ได้มาเขียนอะไรให้อ่านกันเลย แต่วันนี้กลับมาแล้วครับ มาพร้อมกับรอยยิ้มเปื้อนน้ำตา...

ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเก่ง ตัวเองแน่มาจากไหน ผมจะคิดเสมอว่าผมไม่เก่ง ผมจึงต้องพยายาม พยายามให้มากกว่าคนอื่น เพราะผมไม่เก่ง แต่ก็เช่นกันครับ คนเราก็ไม่ควรจะดูถูกตัวเองจนเกินไปนัก และผมก็ไม่คิดอีกเช่นกันว่าผมโง่ หรือด้อยไปกว่าใคร สองมือสองเท้าเท่ากัน แกทำได้ ชั้นก็ต้องทำได้ ชีวิตการเรียนผมเลยจึงเป็นเรื่องที่เชิดหน้าชูตาผมและครอบครัวเรื่อยมา แต่แล้ว

ชีวิตด้านนี้ของผมก้าวมาถึงจุดๆหนึ่ง จุดที่ใครหลายๆคนใฝ่ฝันจะมายืนที่จุดนี้ ใช่ครับ การได้รับชีวิตนักเรียนทุนมาศึกษาต่อยังต่างประเทศ ช่วงนั้นผมดีใจมาก ดีใจเสียจนคิดว่านั่นเป็นความสำเร็จช่วงหนึ่งของชีวิตแล้ว แต่ปล่าวครับผมเพิ่งเข้าใจว่า นั่นมันเป็นเพียงแค่ "จุดเริ่มต้น"

เมื่อชีวิตการเรียนภาษาผ่านพ้นไป ชีวิตนักศึกษาของจริงก็ก้าวเข้ามาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ระยะแรกๆผมจึงเริ่มเรียนไปอย่างทุลักทุเล สืบเนื่องมาจากตลอดหนึ่งปีในโรงเรียนภาษา ผมไม่ได้แตะต้องเนื้อหาวิชาที่จะต้องใช้ในภายภาคหน้าแม้แต่นิดเดียว การทำแบบนี้มันผิดมหันต์จริงๆ ผมไม่ควรทำเลย แต่ผมก็แก้ไขอดีตไม่ได้ ผมได้แต่บอกตัวเองว่าผมสร้างอนาคตผมใหม่ได้ ผมเคยทำมันมาแล้วครั้งนึง....

อุปสรรคนี้มันมาปลุกไฟในตัวผมให้ลุกโชน มันทำให้ผมกระหายที่จะเอาความรู้เหล่านั้นของผมกลับมา ผมจึงเริ่มทุ่มเทเวลาให้กับหนังสือ ทำได้อยู่ไม่นานครับ เพราะมหาวิทยาลัยที่ผมเข้ามันไม่ธรรมดาเอาเสียเลย มันถูกเรียกว่า "Grande Ecole" ที่นี่ ผมต้องเรียนยากและหนักกว่ามหาลัยทั่วๆไปหลายเท่า เข้าเรียนแปดโมงเช้า และจะได้เป็นอิสระหลังหกโมงเย็น และคงโชคดีมากถ้าสัปดาห์ไหนไม่มีสอบวันศุกร์

ผมยอมรับแบบลูกผู้ชายเลยว่า เมื่อเริ่มเรียนใหม่ๆ ผมไม่เข้าใจอะไรเลย แม้แต่เรื่องเรียนที่ผมเคยชอบ เคยถนัดก็ตามแต่ ด้วยอุปสรรคทางภาษา และแนวความคิดของคนที่นี่ไม่รู้เลยว่าต้นอยู่ไหนปลายไปไหน แต่ผมก็เข้าใจว่านี่มันแค่เพิ่งเริ่มเท่านั้น และแน่นอนว่าต้องทำงานหนักขึ้นไปอีก ทั้งๆที่ตารางเรียนก็แน่นอยู่แล้ว แต่ไม่เป็นไรครับ นี่มันทางที่ผมเลือกเอง

ผ่านมาได้เกือบหนึ่งภาคการศึกษา ผมเกิดคำถามกับตัวเองว่า "ผมเดินมาถูกทางหรือเปล่า?" แต่ผมไม่กล้าแม้แต่จะตอบให้กำลังใจตัวเองว่า "ใช่" ผมได้ผ่านการสอบไปหลายวิชา และผมไม่ผ่านเลยแม้แต่วิชาเดียว แต่นั่นไม่ทำให้ผมประหลาดใจหรอก เพราะผมรู้ตัวผมดีอยู่ตั้งแต่สอบเสร็จแล้ว ผมจึงกลับมานั่งทบทวน ว่านี่มันเพราะอะไรณ วินาทีนั้น หลายสิ่งหลายอย่างผ่านเข้ามาในหัวผมภาพลางๆตอนผมกำลังอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ กำลังทำแบบฝึกหัดอย่างเอาเป็นเอาตาย กำลังตั้งคำถามกับเพื่อนด้วยความไม่รู้ กำลังยกมือเรียกครูมาอธิบาย ลอยเข้ามาในหัว ผมจึงกล้าตอบตัวเองได้เลยว่าผมทำเต็มที่แล้ว ผมใช้ความพยามแล้วแล้วมันก็ไม่ได้น้อยไปกว่าคนอื่นเลยแต่ทำไมล่ะ ?

ผมทบทวนตัวเองอยู่นาน พยายามเค้นหาคำตอบกับตัวเอง สุดท้าย ผมจึงได้รู้ว่า จริงๆแล้วผมไม่ชอบหรือว่ารักเส้นทางนี้จริงๆหรอก ผมเพียงแค่ "เดินตามคนอื่น" มาเท่านั้นเอง สมาธิผมเริ่มแตก จิตใจเริ่มไม่มั่นคงเหมือนเดิม ฤดูหนาวก็ย่างกายเข้ามาเหมือนรู้เวลา ไฟในตัวผมค่อยๆมอด จนเหมือนมันเกือบจะดับลงไป.....

แต่แล้ว......

โปรดติดตามตอนต่อไป เนื่องจากดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ต้องไปเรียน แล้วเจอกันครับ

ขอใช้โอกาศนี้อวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกคน พี่ๆเพื่อนๆน้องจงมีร่างกายที่แข็งแรง คิดสิ่งใดได้สิ่งนั้น และมีความสุขมากๆตลอดปี 2549 นะครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ